วิศวกรมือยิงปอนด์ อายุ 17 ปี จากการป้องกันตัว เสียชีวิตที่ จ.ชลบุรี เข้าพบตัวแทนกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมในการดำเนินคดี หลังมีกระแสข่าวว่าอัยการเตรียมพิจารณาสั่งฟ้องในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งเจ้าตัวเห็นว่าเป็นข้อหาหนักเกินไป และไม่เหมาะสม เพราะทำเพื่อป้องกันตัวและคนรอบข้าง

หลังมีข่าวว่าอัยการจังหวัดชลบุรี เตรียมสั่งฟ้อง นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกรที่ยิงนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี เสียชีวิต หลังเกิดเหตุมีปากเสียงที่ บริเวณแยกครกใหญ่ ถนนอ่างศิลา-สุขุมวิท ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

นายสุเทพ ยอมรับว่า เข้าใจผิดกรณีอัยการจังหวัดชลบุรี จะสั่งฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เนื่องจากไม่เข้าใจกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมาย การเข้าพบรองปลัดกระทรวงยุติธรรมวันนี้ ได้นำคำร้องและเอกสารหลักฐานบางส่วนมามอบให้เพื่อขอความเป็นธรรรม ก่อนหน้าไม่ได้ปรึกษาและยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมที่อัยการสูงสุด และการเดินทางมาวันนี้ก็ไม่ได้ปรึกษาทนายความส่วนตัวมาก่อนว่าต้องทำอย่างไร หรือควรเรียกร้องตรงจุดไหน เพราะเชื่อว่ากระทรวงยุติธรรมจะสามารถพิจารณาให้ความเป็นธรรมได้

นายสุเทพ ระบุถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีว่า ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีให้กับอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อสั่งฟ้องในข้อหาพกปืนในที่สาธารณะ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งอัยการพิจารณาให้ประกันตัว และนัดให้มารายงานตัววันที่ 2 มิถุนายน 2560 ซึ่งนายสุเทพก็ได้เข้าไปรายงานตัวกับอัยการ และนัดฟังคำสั่งฟ้องอีกครั้งวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ความคืบหน้าล่าสุด ที่สำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี นายสุเทพ โภชน์สมบูรณ์ อายุ 50 หรือ ลุงวิศวะ ซึ่งก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอน อายุ 17 ปี จนเสียชีวิต จากกรณีถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ารุมทำร้าย ที่บริเวณสามแยกหน้าครกใหญ่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้เดินทางเข้าพบ นายชิงชัย โชติแสง อัยการจังหวัดชลบุรี ที่สำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ขณะที่คู่กรณีซึ่งประกอบด้วย วัยรุ่น 4 คน ถูกตั้งข้อหาร่วมกันต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ

โดยนายสุเทพ พร้อมภรรยา ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า รู้สึกเครียด แต่ก็จะหาแนวทางในการต่อสู้ต่อไป พร้อมฝากถามกลับมายังสังคมว่า การที่ตนเองปกป้องครอบครัวจากกลุ่มคนที่จะเข้ามาทำร้าย จนถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ฝ่ายคู่กรณีกลับถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย นี่หรือคือกระบวนการยุติธรรมของไทย และขอตั้งคำถามต่อสังคมต่อว่า ตนเองจะต้องรอให้กลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทำร้ายครอบครัวจนได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตก่อนใช่หรือไม่ จึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม