หลังเจ้าบ่าว 13 รายผู้เสียหายโดนหลอกหลวงแต่งงาน เข้าแจ้งจับ น.ส. จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี หลอกแต่งงาน และเชิดเงินสินสอดหลบหนีไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ติดตามจับกุมน.ส.จริยาภรณ์ได้ที่อ.กระทุ่ม แบน จ.สมุทรสาคร และตามจับนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี สามีคนปัจจุบันได้ที่อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งควบคุมตัวทั้งคู่มาสอบสวนอย่างละเอียดที่กองปราบฯ เพื่อขยายผลถึงสาเหตุ

โดนเธอให้การเบื้องต้นว่า ตนนั้นร่วมกันลงทุนค้าขายผลไม้ด้วยกันจริงแต่ก็มีการขาดทุน โดนการแต่งงานดังกล่าวเกิดจากความรัก คบหา ไปมาหาสู่กันจริง เหตุแต่งงานกับ 7 เจ้าบ่าว โดยหลอกเอาสินสอด ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องคดีฉ้อโกง ไม่เกี่ยวกับการแต่งงาน ขณะที่สามีปัจจุบันเผยก็ถูกหลอกแต่ง อ้างว่าท้อง เรียกสินสอด 1 แสน แต่มีแค่ 5 หมื่น พอแต่งเสร็จก็บอกว่าแท้ง จนตกกระไดพลอยโจนร่วมแก๊งตุ๋นซื้อทุเรียน โอดตัวเองก็เป็นเหยื่อ ขณะที่สาวน้ำมนต์โวยลั่น โง่เองที่มาหวังทรัพย์สิน ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีประมาณกว่า 3 ล้านบาท

สอบปากคำ น.ส.จริยาภรณ์ อยู่บ้านเลขที่ 574 ม.11 ต.ศรีสงคราม อ.วังสะพุง จ.เลย ที่ก่อคดีลวงชายหนุ่มผู้เสียหายที่รู้จักกันผ่านทาง เฟซบุ๊ก หลังพูดคุยตีสนิทเชิงชู้สาว จนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ก่อนชักชวนลงทุนธุรกิจขายผลไม้ และขอให้ฝ่ายชายจัดงานแต่งงาน แต่ภายหลังกลับเชิดเงินสินสอดจากผู้เสียหายไป เบื้องต้นพบมีผู้เคยตกเป็นเหยื่อรวมกว่า 14 ราย

ทางเจ้าหน้าที่ยังตามยึดของกลางพร้อมของกลางในคดี เป็นแอร์ปรับอากาศ 1 เครื่อง ป้ายทะเบียนรถยนต์ 1 ฒถ 1219 จ.ระยอง บัตรประชาชนของน.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ พยานที่ถูกแอบอ้างใช้ชื่อ และสมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม รวมทั้งยัง อายัดรถยนต์นิสสัน สีขาว ทะเบียน 4 กจ 4319 กทม. และรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน 1 ฒถ 1219 จ.ระยอง ไว้ตรวจสอบ ก่อนควบคุมตัวทั้งสองมาดำเนินคดีที่กองปราบฯ

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวต่อว่า คดีดังกล่าว เข้าข่ายเป็นคดีสารพัดโกง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นจะพิจารณาแจ้งข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ซึ่งจะนำไปสู่มูลฐานความผิดเพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้ สำหรับพ่อแม่ของน.ส.จริยาภรณ์ ที่หลบหนีอยู่ในขณะนี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ หรือ น.ส.จริยาภรณ์ไปหลอกลวงว่าอย่างไร ส่วนน.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ที่ถูก น.ส.จริยาภรณ์นำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้หลอกลวงผู้อื่นนั้น เท่าที่สอบปากคำยังไม่พบความผิด เพราะเป็นการเปิดบัญชีลวง ที่ชื่อว่า “บัญชีม้า” ซึ่งทางน.ส.สร้อยเพ็ชร ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

น.ส.จริยาภรณ์กล่าวว่า ที่กล่าวหาว่าตน หลวกลวงผู้ชายมากมายนั้นไม่น่าจะใช่ ประเด็นคือว่าตนนั้นมีอาชีพเกี่ยวกับการค้าขายผลไม้จริง และมีการคบหากันจริงๆ โดยคนที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นก็มีการไปมาหาสู่กันและพูดคุยกัน แต่ละคนมีระยะเวลาที่พูดคุยกันอยู่ ไม่ได้มีเจตนาที่จะล่อลวง หรือมีเจตนาที่จะหลอกลวงใครให้มาแต่งงาน ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็มีชายหนุ่มที่ตนทำพิธีแต่งงานด้วยมีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของการฉ้อโกงมากกว่า เพราะทุกคนยินยอมที่จะมอบเงินให้กับตน เพื่อมาทำธุรกิจค้าขายผลไม้ร่วมกันเท่านั้น

สอบปากคำภายหลังจับกุมแจ้งว่า น.ส.จริยาภรณ์ให้การว่าวิธีการก็คือจะเลือกคบผู้ชายไว้หลายๆ คน โดยเลือกเหยื่อจากทางเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ไม่มีครอบครัว หรือมีแฟน ดูพอที่จะมีฐานะทางการเงินอยู่บ้าง รวมทั้งเป็นคนหน้าตาไม่ดี กระทั่งได้พูดคุยสนทนาจนสนิทสนม ก็จะใช้เสน่ห์ของความเป็นหญิง คอยเอาอกเอาใจเหยื่อไปจนถึงญาติพี่น้อง จนทำให้เหยื่อลุ่มหลงและตายใจ จากนั้นตนจะพูดอะไรฝ่ายชายก็หลงเชื่อหมด ส่วนเงินที่ได้มาก็จะเอาไปใช้จ่ายซื้อข้าวของที่ตนอยากได้ แต่ปฏิเสธว่า ไม่ได้ติดการพนันตามที่เคยเป็นข่าวแต่อย่างใด